นวัตกรรมชุมชน : สวนวนเกษตร (นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม / นายครรชิต เข็มเฉลิม)

วนเกษตรสนามชัยเขต

ข้อมูลจาก : มูลนิธิวนเกษตรสนามชัยเขต

           วนเกษตรฉะเชิงเทรา ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัย จังหวัดฉะเชิงเทรา “วนเกษตร” คำนี้ เคยได้ยินตั้งแต่สมัยเรียนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพสมัยมัธยม ทั้งที่เคยเรียนรู้จากในตำราเรียน แต่เมื่อไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่เคยทำ ไม่เคยสนใจ ทำให้นึกไม่ออกเลยว่าสวนแบบวนเกษตรมีหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนสวนสาธารณะมั๊ยหรือต่างไปจากสวนทั่วไปอย่างไร แต่วันนี้เมื่อเอ่ยถึงสวนวนเกษตรฉะเชิงเทราของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม หลายคนคงร้อง อ๋อ หรือไม่ก็คงได้ยินกันมาบ้างจากสื่อต่างๆ ในวันนี้สวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม มีอายุย่างเข้าปีที่ 34 แล้ว ถ้าเป็นคนก็เรียกได้ว่าอายุอานามก็ไม่น้อย สั่งสมประสบการณ์มามากมาย ยิ่งเวลาล่วงเลยไปกิ่งก้านสาขา ริ้วรอยบนลำต้นที่สร้างขึ้น หรือทุกๆ วงปีของเนื้อไม้ นั่นคือร่มเงา ความแข็งแรงและ คุณประโยชน์ที่สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต ดังนั้น ระยะเวลาเกือบ 34 ปีของสวนวนเกษตรแห่งนี้ย่อมมีเรื่องราว และความงดงามตามธรรมชาติซ่อนอยู่มากมาย รอเราเข้าไปทำความรู้จักและเรียนรู้

          นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม หรือผู้ใหญ่วิบูลย์ ปราชญ์ชาวบ้านผู้ยิ่งใหญ่ เกิดที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พ่อแม่เป็นชาวนา ภรรยาชื่อ สมบูรณ์ มีบุตร ๓ คน เข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง เรียนจบ ม.๖ เริ่มต้นชีวิตในช่วงปี ๐๔ สนใจเรื่องความร่ำรวย คิดอยากรวย เรื่อยมาจนถึงปี ๒๔ เหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว จากไร่มันสำปะหลังกว่า 300 ไร่ ที่ปลูกตามแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว จนในที่สุด เมื่อมันสำปะหลังราคาตก เกษตรกรหลายคนต่างพากันล้มไม่เป็นท่า หนี้สินเพิ่มพอกพูนมหาศาล ณ เวลานั้น ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ตัดใจขายที่ดินใช้หนี้ ที่ดิน 300 ไร่ก็หายไปในพริบตา เหลือทิ้งร่องรอยไว้เพียง 10 ไร่จนถึงปัจจุบัน “พอเหลือที่แค่นี้ มันก็ต้องปลูกกินเอง แต่แปลก ยิ่งปลูกยิ่งมีกิน ปลูกเยอะเหลือกินก็เอาไปขายได้เงินอีก มีที่ 10 ไร่ปลูกพืชที่กินได้ ท้องเราอิ่มไม่ขัดสน พื้นที่ที่เหลือหาอะไรมาได้เราก็ปลูกหมด ปลูกไม้ยืนต้นบ้าง ไม้ประดับบ้าง แปลกดีทั้งที่ก่อนหน้านี้มีที่ดิน 300 ไร่ ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวตามขั้นตอนทุก อย่าง สุดท้ายเป็นหนี้จนแทบไม่มีกิน” นายครรชิต เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้สืบทอดเจตนารมย์ของผู้ใหญ่วิบูลย์ ได้อธิบายถึงวงจรที่ผิดปกติของการใช้ชีวิตช่วงก่อนหน้านี้

          ว่ากันว่าสิ่งที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมค่อนข้างกังวล นั่นก็คือการหาผู้รับมอบสืบทอดเจตนารมย์สานต่อสิ่งดีๆ ที่ได้ก่อร่างสร้างเอาไว้ แต่ไม่ใช่กับท่านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้ยิ่งใหญ่แห่งวนเกษตรสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา แต่ผู้ที่เข้ามาสืบทอดรับมอบเจตนารมย์ในการสืบสานปณิธานความดีและสิ่งดีๆ ที่ท่านผู้ใหญ่วิบูลย์ได้ทำเอาไว้นั่นก็คือ นายครรชิต เข็มเฉลิม ลูกชายของท่านผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านแห่งสวนวนเกษตรนั่นเอง

          คุณครรชิต เป็นทายาทที่มารับช่วงต่อสวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เขาเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีเขาเองก็มีวิธีคิดไม่ต่างจากคนอื่นทั่วไป หลังเรียนจบวิทยาลัยเกษตรระดับ ปวช. เขากลับมาบอกพ่อว่า อยากไปเรียนต่อเหมือนกับเพื่อนๆ แต่ผู้ใหญ่วิบูลย์ กลับเอ่ยขึ้นมาว่า “ไหนเล่าให้ฟังหน่อยว่าที่เรียนมาเขาสอนอะไรบ้าง” คุณครรชิตจึงได้เล่าให้พ่อของฟังอย่างมั่นใจถึงความรู้จากตำราที่เรียนมาในห้องเรียน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรเป็นอย่างไร ยาฆ่าแมลงมีกี่ชนิด ท่องจำชื่อแร่ธาตุได้จนขึ้นใจ เล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีสะดุด แต่เกือบหกล้มหัวคะมำ เมื่อผู้ใหญ่วิบูลย์ผู้เป็นพ่อได้เอ่ยขึ้นมาว่า “สิ่งที่เอ็งเรียนรู้มา พ่อทำตามแล้วเจ๊งไปหมดแล้ว จากที่มี 300 ไร่ ก็เหลือ 10 ไร่ก็เพราะทำตามที่เอ็งว่ามานั่นแหละ” คุณครรชิตเล่าต่ออีกว่าตัวเองได้แต่อึ้ง ตกใจปนสงสัย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ประดังเข้ามา แน่นอนว่าเขาเองเชื่อพ่อ แต่นั่นเท่ากับว่าเขาเองก็ยอมรับว่าสิ่งที่ร่ำเรียนมามันช่างไร้ค่าสิ้นดี “และถ้าผมยังทำแบบเดิมอีก ทำตามแบบที่เรียนมา ต่อไปนี้ไม่มีที่ดินให้ขายใช้หนี้แล้วนะ ผมเลยตัดสินใจออกมาอยู่กับพ่อให้พ่อสอนดีกว่า” คุณครรชิต กล่าวเสริมพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม

          “วนเกษตร” เป็นเรื่องของวิธีคิด คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ทำความ เข้าใจวิธีคิด เพื่อปรับมุมมองของตัวเองก่อน “การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนวิธีคิด” เราเคยตั้งกันถามกันไหมว่า ในเมื่อทำเกษตรแบบเดิมแล้วไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แล้วมันควรจะทำแบบไหน ทำเกษตรแบบเดิมมาตั้งนาน แล้วทำไมยิ่งทำยิ่งจน ทุกอย่างมันเป็นเหตุและผลอยู่แล้ว ว่ารูปแบบและเทคนิคที่เคยทำอยู่นั้นมันมีข้อบกพร่อง แสดงว่าถ้าทำแบบเดิมอีกผลลัพธ์ที่ได้มันก็ต้องเหมือนเดิมอีกอยู่ดี ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ เพราะถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบกับเทคนิคในการทำ แต่ตราบใดที่วิธีคิดยังไม่เปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะไม่ยั่งยืน ซึ่งถ้าจะเรียนรู้เรื่องรูปแบบหรือเทคนิค ก็ไม่จำเป็นที่ต้องมาถึงที่นี่ก็ได้ ค้นหาจากกูเกิลเอาก็ได้”

           คุณครรชิตบอกว่า สวนวนเกษตรอาจเรียกว่าเหมาะสำหรับคนขี้เกียจ เพราะแทบไม่ต้องดูแลอะไรเลย ปุ๋ยก็ไม่ใส่ รดน้ำบ้าง ไม่รดน้ำบ้าง ต้นไหนตายก็ตาย ต้นไหนรอดก็รอด ไม่ต้องทำแปลงปลูกเรียงติดๆ กัน อยากปลูกตรงไหนก็ปลูก ในสวนวนเกษตรจึงประกอบไปด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิดปะปนกันไป “เราเคยทำหลักสูตรการเรียนรู้อยู่หลายครั้ง แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาความเป็นหลักสูตรกลับกลายเป็นการจำกัดขอบเขตของผู้ที่สนใจจะเข้ามาเรียนรู้ให้เป็นคนที่สนใจแต่เนื้อหาตามหลักสูตรเท่านั้น คนอื่นๆ ที่สนใจนอกเหนือจากเนื้อหาก็จะไม่มา ทั้งที่จริงๆ แล้วการเรียนรู้วิถีชีวิตและการใช้ชีวิตตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตร คนแต่ละคนมีความคิด มีความต้องการไม่เหมือนกัน อะไรที่สอดคล้อง เกื้อกูลหรือเป็นประโยชน์ ระหว่างกันก็สามารถมาเรียนรู้ร่วมกันได้”

            ซึ่งหลายคนอาจกำลังสงสัยว่า หากวนเกษตรเป็นเรื่องของวิธีคิด แล้ววิธีคิดแบบวนเกษตรมีความจำเป็นต่อชีวิตของคนเราอย่างไร จากจุดนี้คุณครรชิตได้อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีคิดแบบวนเกษตรทำให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดใหม่และมีทักษะการใช้ชีวิตมากขึ้น ผู้คนจะใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลกับทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว โดยไม่ขาดแคลน ทั้งยังพอเพียงและเพียงพอ แต่ก่อนที่มนุษย์จะหาสิ่งที่สอดคล้องกับชีวิตของตัวเองได้นั้น จำเป็นต้องรู้และเข้าใจ 3 เรื่องในชีวิตของตัวเองก่อน ได้แก่

            1. เรียนรู้ว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร (ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความอยากหรือความต้องการ)

            2. ทรัพยากรที่อยู่รอบตัวมีอะไรบ้างและมีประโยชน์อย่างไร

            3. มีความรู้อะไรบ้างที่สามารถแก้ปัญหาข้อที่หนึ่งและสอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่

            ทั้ง 3 ข้อนี้ จะนำไปสู่การจัดการชีวิตของแต่ละคน สำคัญที่สุดเราต้องรู้ว่าความต้องการหรือความอยากคืออะไร แล้วอะไรกันแน่ที่จำเป็นต้องมี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าปัญหาของเราคืออยากมีชีวิตอยู่ แล้วสิ่งที่จำเป็นเพื่อทำให้มีชีวิตอยู่ได้คืออะไร ซึ่งคำตอบคือต้องมีกิน แล้วจะทำอย่างไรให้มีกิน เมื่อนั้นจึงนำมาสู่ข้อที่สอง นั่นคือต้องรู้ว่าทรัพยากรรอบตัวที่มีอยู่ มีอะไรบ้างที่ทำให้เรามีกิน แล้วนำเอาข้อที่สาม คือ ความรู้เข้ามาจัดการทรัพยากรที่มี

            “ความรู้เหล่านี้บางทีไม่มีในตำรา แต่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่ครั้นบรรพบุรุษ อย่างตัวผมเวลาเป็นหวัด พ่อบอกเสมอว่าให้ไปเอาฟ้าทลายโจรมาต้มน้ำกิน หรือเวลาปวดท้องไปเอาขมิ้นมาทำกินแก้โรคกระเพาะ องค์ความรู้แบบนี้ในโรงเรียนไม่มีสอน โรงเรียนจะบอกให้เราเรียนสูงๆ จบมาออกไปทำงานจะได้มีรายได้ดีๆ ได้เงินมาอยากทำอะไรก็เอาไปทำ ป่วยก็ไปหาหมอ อยากกินอะไรก็เอาเงินไปซื้อ”

            ครรชิต อธิบายต่อไปว่า เมื่อเราทำความเข้าใจชีวิตของตัวเองใน 3 ส่วนนี้แล้ว จะเห็นเลยว่าสิ่งที่มี ความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์มีอยู่หลักๆ เพียง 5 อย่าง ซึ่ง 3 ใน 5 นั้นเป็นเรื่องของปัจจัยสี่อยู่แล้ว แต่ถ้าเรา จัดการปัจจัยทั้ง 5 อย่างในชีวิตได้ เราก็สามารถดูแลชีวิตของตัวเองได้ ได้แก่ 1) ข้าว 2) อาหารที่เราทาน 3) ยารักษาโรคยามป่วยไข้ 4) ของใช้สำหรับดูแลหรือบำรุงตัวเองและเสื้อผ้า และ 5) ดินหรือจุลินทรีย์ที่ช่วยดูแลทรัพยากรของเราให้อยู่รอดและงอกงามอย่างดี

            “คนไทยใครบ้างไม่กินข้าว” คุณครรชิตชวนคิด เมื่อปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยกินข้าวกันทุกคน ในเมื่อประเทศไทยมีชาวนา มีเกษตรกรที่เป็นแรงงานหลักในการปลูกข้าวให้คนไทยกิน สิ่งที่ต้องถามต่อไปก็คือ ถ้าเราไม่ใช่ชาวนา จะทำอย่างไรให้มีข้าวกิน ซึ่งชาวนาเองก็ต้องถามตัวเองว่า ชาวนาปลูกข้าวแล้วมีข้าวกินหรือเปล่า นาที่ทำอยู่ตอบสนองความต้องการของเราหรือตอบสนองความต้องการของใคร คนที่ทำนาปลูกข้าวให้คนทั้งประเทศกิน แต่ตัวไม่มีข้าวกินได้อย่างไร ยังมีฐานะยากจนได้อย่างไร ในสมัยก่อนคนทำนา ทำไมไม่จน ไม่มีหนี้สิน แต่ปัจจุบันกลายเป็นยิ่งทำนามากยิ่งยากจน แล้วมันใช่แบบนั้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเริ่มตั้งคำถามก่อนเข้ามาเรียนรู้วิธีคิด คนที่ไม่ได้ทำนาก็ต้องมาจัดการตัวเองให้รู้ว่าจะต้องจัดสรรอย่างไรให้มีข้าวกินตลอดทั้งปี ครอบครัวเรามีกี่คน กินข้าววันละกี่ขีด ปีละกี่กิโล ส่วนคนที่ทำนาก็ต้องเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากข้าว เปลี่ยนมุมมองความคิดว่าการทำนาไม่ใช่ขายได้แค่ข้าวเปลือก ในพื้นที่นายังสามารถอย่างอื่นได้อีก หรือเอาข้าวเปลือกไปทำประโยชน์อย่างอื่นอีกก็ได้ เมื่อมีข้าวก็ต้องกินอาหารเป็นกับข้าว แล้วมีทรัพยากรรอบตัวอะไรบ้างที่กินได้

            หลายคนอาจตอบว่าไม่เห็นจำเป็นต้องมีทรัพยากรอะไรเลย แค่ “มีเงิน” ก็เอาเงินไปซื้อกับข้าวกินได้ “แต่ถ้าไม่มีเงินล่ะ จะเอาอะไรกิน จะทนอดเหรอ” คุณครรชิตถามต่อ ดังนั้นต้องเข้าใจคิดและตั้งคำถามใน มุมมองใหม่ว่าถ้าไม่มีเงินทำอย่างไรให้ไม่อด คือ ต้องมีกิน กระบวนการเรียนรู้จึงเริ่มจากการสำรวจทรัพยากรรอบตัวว่าพืชพรรณธรรมชาติโดยรอบมีสิ่งไหนทำกินได้บ้าง “พืชพรรณธรรมชาติที่เราปลูกเอง เราย่อมรู้ว่าปลอดสารพิษจริงหรือไม่ แต่ถ้าไปซื้อจากตลาดเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไร้สารเคมีหรือปลอดสารพิษจริงๆ”

            ลำดับที่ 3 เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค คุณครรชิต ตั้งคำถามอีกครั้งว่า “มีใครบ้างไม่เคยป่วยบ้าง” คำถามง่ายๆ ที่ตอบได้โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ “ไม่มีทาง เราป่วยกันทุกคน แต่จะป่วยตอนไหนเราไม่รู้ อาการป่วยของเรามีตั้งแต่เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน แล้วเรามีทรัพยากรอะไรเข้ามาจัดการแก้ปัญหา เพราะอาการป่วยคือปัญหาของเรา แล้วเราก็รู้ดีว่าถ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้ หน้าที่ของเราต่อจากนี้มีอย่างเดียวคือ หาเงินเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ทุกคนสามารถใช้ฐานทรัพยากรจากธรรมชาติรอบตัวเข้ามาดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ แต่ที่เราไม่ทำไม่ใช่แค่เพราะไม่มีความรู้ แต่เพราะไม่มีทรัพยากรใกล้ตัวให้ได้เรียนรู้ คิดง่ายๆ ถ้าไม่เคยเห็นต้นตะไคร้จะรู้ไหมว่าต้นตะไคร้รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้จักต้นตะไคร้จะเอาต้นตะไคร้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร”

            ลำดับต่อมาของใช้และเครื่องนุ่งห่ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า แชมพู สบู่ ยาสีฟันและอื่นๆ คุณครรชิตบอกว่า สิ่งเหล่านี้มนุษย์ปุถุชนต้องใช้เพื่อตอบสนองกิเลสตัวเอง “ถ้าไม่มีเงินแล้วยังอยากสวยจะทำอย่างไร” การมองทรัพยากรรอบตัวทำให้มนุษย์มองสรรพสิ่งในเชิงคุณค่ามากกว่ามูลค่า พืชสมุนไพรที่เอามาจัดการเป็นของใช้ได้ ซึ่งอาจดูเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่ออยู่บนต้น แต่เมื่อเราดัดแปลงสิ่งนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ คุณค่าของสิ่งที่ไร้มูลค่าจะปรากฏตัวขึ้น “ยกตัวอย่างเช่น ต้นมะกรูด เดิมทีชาวบ้านแค่เอาใบมาปรุงอาหารใส่ในต้มยำ ลูกมะกรูดร่วงเกลื่อนพื้นอย่างดีก็แค่เอามาหมักกิน แต่ลูกมะกรูดมีคุณค่ามากกว่านั้น เมื่อนำมาเผาไฟแล้วใช้หมักผมจะช่วย บำรุงผมและหนังศีรษะ ฆ่าเหาได้ ที่สวนวนเกษตรเราเอาความรู้รุ่นเก่าพวกนี้มาจัดการให้คนเข้ามา เรียนรู้”

            เรื่องสุดท้ายคือ ดินดี มนุษย์เราเสพติดความงาม เมื่อปลูกพืชก็เสพติดความงอกงาม ความงอกงามของต้นไม้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่บนดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติ เรื่องนี้ เกษตรกรมีความเข้าใจผิดคิดว่าใส่ปุ๋ยแล้วจะช่วยบำรุงดิน “ในเชิงวนเกษตร ป่าดูแลตัวเองได้ เรายังไม่เคยเห็นใครเอาปุ๋ยไปใส่ในป่าเลย ทำไมป่าถึงอุดมสมบูรณ์เขียวขจีและรักษาความชุ่มชื่นได้ ไม่มีใครรดน้ำพรวนดินด้วยซ้ำไป สิ่งที่ช่วยให้ต้นไม้เติบโตนั่นก็คือ จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายใบไม้และซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ หากสร้างวงจรนี้ให้เกิดขึ้นบนดิน ดินก็จะดีตาม พอดินดีต้นไม้ก็งอกงามตามไปด้วย”

             ผู้ที่สนใจเข้ามา เรียนรู้ที่วนเกษตรฉะเชิงเทรา จะมีหลักสูตร “วนเกษตรกับการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” เนื้อหาประกอบด้วยการเข้าใจปัญหาและเข้าใจหลักคิดของเศรษฐกิจ พอเพียงธรรมชาติของสรรพสิ่งธรรมชาติของมนุษย์และสรรพสิ่งในวนเกษตร และความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณที่ เป็นประโยชน์กับชีวิตและสิ่งแวดล้อม หรือจะเข้ามาเยี่ยมชมความร่มรื่นแบบสวนวนเกษตรฉะเชิงเทรา สามารถแวะเข้ามาเดินเล่นชิลๆ ได้ไม่มีค่าใช้จ่าย หากท่านใดหรือกลุ่มใดสนใจเข้ามาศึกษาดูงานสามารถ โทรเข้ามาสอบถามได้โดยตรงที่ คุณครรชิต เข็มเฉลิม 089-9365020 อัตราค่าบริการอยู่ที่ว่าผู้สนใจอยากเข้ามาเรียนรู้เรื่องอะไร อยากลงมือทำกิจกรรมอะไรบ้างและมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน ทั้งนี้การเรียนรู้เชิงลึกทั้ง 5 เรื่องใช้เวลา 2 คืน 3 วันถึงจะครบถ้วน

             “กลุ่มคนที่อยากเรียนรู้มีหลากหลายสถานะแตกต่างกัน เราจะไม่เอาเงินมาเป็นอุปสรรคในการเข้า มาเรียนรู้ของคน ถ้าไม่อย่างนั้นคนที่ไม่มีเงินก็เข้ามาเรียนรู้ไม่ได้สิ ดังนั้น คนที่สนใจอยากเข้ามาเรียนรู้ก็โทรมาพูดคุยกันก่อน มีงบประมาณเราก็จัดให้ได้ตามต้องการหรือไม่มีงบประมาณก็มาได้ แต่รูปแบบการเรียนรู้ก็จะแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม” การมาเรียนรู้ที่นี่ ไม่ใช่เฉพาะการได้เรียนรู้วิธีคิดและนำไปปรับใช้เท่านั้น แต่ยังมีฐานกิจกรรมย่อยๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงชีวิตประจำวันอาทิ การทำของใช้จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น สบู่ ยาสระผม น้ำยาล้างจาน การปลูกสมุนไพร การนำสมุนไพรไปใช้ การกินอยู่อย่างเรียบง่าย และการเดินสวนป่าของผู้ใหญ่ วิบูลย์ ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้เก็บเกี่ยวมาสังเคราะห์เพื่อปรับวิถีให้สมดุลกับตัวเอง มากที่สุดได้อีกด้วย

             ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ถือเป็นต้นคิดของการทำเกษตรแผนใหม่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต สำหรับแก้ไขปัญหาการขาดทุนของเกษตรกร ด้วยการปลูกพืชหลายชนิดแบบธรรมชาติ สร้างผลผลิต หมุนเวียนให้เกษตรกรไปจำหน่วยได้ตลอดปี ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “วนเกษตร” อันเป็นต้นแบบของการ ทำการเกษตรแผนใหม่ แก้ไขปัญหาการขาดทุนของเกษตรกรในปัจจุบันของประเทศไทย ซึ่งการเรียนรู้ของครูวิบูลย์ เข็มเฉลิม นั้นเป็นการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์ตรง ใช้ความล้มเหลว ของตัวเองเป็นตัวตั้งในการค้นหาความรู้ใหม่ เมื่อพบวิธีการทำเกษตรแบบวนเกษตรแล้ว ก็ได้ ทดลองจนได้ข้อสรุปที่เด่นชัดว่า วนเกษตรสามารถแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้ ก็เผยแพร่ความรู้ ให้เป็นวิทยาทานแก่เยาวชนและผู้สนใจเรียนรู้ถึงภูมิปัญญาดังกล่าวเพื่อจะได้นำไปใช้แก้ปัญหา ของตนเองและชุมชน

การถ่ายทอดความรู้

             ในปัจจุบันคุณครรชิตได้เผยแพร่แนวความคิดในเรื่องวนเกษตร แก่ผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ผู้ที่สนใจเรียนรู้ ได้แก่ 1) นักเรียนในท้องถิ่น 2) กลุ่มเยาวชน 3) นักศึกษา 4) นักวิชาการ 5) กลุ่มผู้นำจากหมู่บ้านต่างๆ และ 6) ภาครัฐและเอกชนที่ให้ความสนใจ

เนื้อหาการถ่ายทอดความรู้

             สำหรับเนื้อหาการถ่ายทอดความรู้นั้น ครูวิบูลย์เน้นในเรื่องการจัดการและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเน้นในเรื่องการเกษตรกรรม วนเกษตรที่ปลูกพืชอย่างหลากหลาย โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนเนื้อหาการถ่ายทอดความรู้ ด้วยกิจกรรมดังต่อไปนี้

             1. สวนวนเกษตร มีต้นไม้กว่า 500 ชนิดทั้งที่เป็นอาหาร ยา ไม้ใช้สอย เป็นระบบที่ลักษณะคล้ายป่า มีสัตว์ประเภท นก กระแต ฯลฯ มาอาศัยร่วมด้วยลักษณะทั่วไปจึงเหมาะแก่การเข้ามาศึกษาเรื่องต้นไม้ และธรรมชาติของนักเรียนและประชาชนทั่วไป

             2. ห้องหนังสือรวบรวมหนังสือประเภทต่าง ๆ ไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น เกษตรกรรม สุขภาพ สมุนไพร ต้นไม้ การพัฒนา ประวัติศาสตร์ วารสาร ฯลฯ มักจะมีนักเรียน และคนทั่วไปเข้ามาใช้ในการศึกษาหาข้อมูล รวมทั้งเป็นที่ศึกษาข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในสวนเองด้วย

             3. ลานค้าริมทางชุมชนเป็นเวทีการเรียนรู้เรื่องการค้าขายและการแปรรูปของเกษตรรายย่อยในละแวกนั้น ขณะนี้มีประมาณ 30-50 ราย โดยมีผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษา การดำเนินกิจกรรมหลักๆ ก็คือ สมาชิกของลานค้าริมทางชุมชน (ตลาดนัดริมทาง) มักจะพูดคุยกันเสมอๆ เมื่อไม่มีลูกค้าหรือหลังตลาดเลิกแล้วคือ เรื่องพืชผักพื้นบ้าน การปลูกผักปลอดสารพิษ การแปรรูป ตลอดจนการค้าการขาย ลานค้าริมทางมีนัดกันทุกเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งการประเมินผล จะดูจากคนที่เข้ามา หรือแวะซื้อมีจำนวนมากหรือไม่ ถามความรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร สำหรับแม้ค้าก็จะซักถามกันเรื่อง รายได้ ทัศนคติการค้าขาย ฯลฯ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์

             4. วนเกษตร เป็นศูนย์กลางช่วยประสานเครือข่ายป่าตะวันออก มีครูเป็นที่ปรึกษา มีเจ้าหน้าที่ 4 คน กลุ่มที่ประสานงานประกอบด้วย 1) ชมรมศึกษาและอนุรักษ์ป่าตะวันออก 2) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนเกษตร มีกิจกรรมเวทีชาวบ้าน เครือข่ายวนเกษตร ทุกเดือน (ปัจจุบันมีสมาชิก 7 หมู่บ้าน) และ 3) โครงการศึกษาพรรณพฤกษาชาติป่าตะวันออก

             5. แปลตำรายานำตำรายาเก่ามาคัดลอกใหม่ ให้เป็นภาคปัจจุบัน และทดลองทำยา ทำยาบางตัวเพื่อแจกจ่ายไปทดลองใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

             6. ค่ายเยาวชน โรงเรียนในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียง สามารถใช้สวนวนเกษตรเป็นสื่อในการสัมผัสธรรมชาติของเด็ก ๆ เชื่อมโยงไปยังเรื่องคุณค่าของสรรพสิ่ง เช่น ต้นไม้ นก เป็นต้น กิจกรรมที่ใช้ให้เยาวชนลงมือทำเอง สัมผัสเอง เช่น การย้อมผ้าด้วยใบไม้ สื่อเรื่องสิ่งแวดล้อม และกระบวนการของธรรมชาติ หรือ กิจกรรมทำยาอย่างง่าย การอบรมเด็กในเรื่องคุณค่าของต้นไม้ ซึ่งกิจกรรมทั้งสองนี้เน้นให้เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาจากคนรุ่นเก่า ที่ต้องใช้เวลาในการสังเกต ทดลอง และสะสมเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ

นายครรชิต เข็มเฉลิม (ปราชญ์ชาวบ้าน)

หมายเลขโทรศัพท์ 089-936-5020

Leave a Reply