นวัตกรรมชุมชน : เกษตรปราณีต (นายคำเดื่อง ภาษี)

เกษตรปราณีต นวัตกรรมชุมชน เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน

นายคำเดื่อง ภาษี (ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสิ่งแวดล้อมชุมชนประเทศไทย)

ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนบ้านแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์

                 การจะลงมือปฏิบัติงานเพื่อเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หากขาดการวางแผนการปฏิบัติงานที่ดี อาจทำให้เราพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ ที่อาจทำให้เป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่เราหวังเอาไว้ ประสบความล่าช้า ด้อยคุณค่า หรือมีประสิทธิภาพที่น้อยลง เพราะไม่ได้เตรียมการรับมืออุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการลงมือปฏิบัติงานเอาไว้ จนทำให้ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้เช่นกัน และการจะวางแผนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพได้นั้น ผู้วางแผนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับหากมีความรักและความศรัทธาในงานดังกล่าวด้วย ก็จะยิ่งเป็นการเสริมสร้างให้การวางแผนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้เอง “การปรับแนวคิด” หรือ “ปรับกระบวนการคิด” จึงเข้ามามีบทบาทและเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่จะมาช่วยเสริมให้การวางแผนการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

                  ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่ภาคประชาชน นิยมนำการปรับแนวคิดหรือการปรับกระบวนการคิดมาปรับใช้เป็นเครื่องมือและกลไกในการปฏิบัติงานกันอย่างแพร่หลาย หลากหลายสาขาอาชีพต่างหันมาให้ความสำคัญกับกระบวนการดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่การทำเกษตรกรรม ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิด “เกษตรปราณีต” ของ นายคำเดื่อง ภาษี หรือ พ่อคำเดื่อง ปราชญ์ชาวบ้านแห่งชุมชนบ้านแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นการปรับแนวคิดหรือกระบวนการคิดของผู้ที่สนใจอยากทำเกษตรกรรม แต่ยังมีความลังเลในหลายๆ เรื่องอยู่นั่นเอง

                 พ่อคำเดื่อง เจ้าของแนวคิด “เกษตรปราณีต” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของแนวคิดเกษตรปราณีตว่า “โลกยุคปัจจุบัน มีการสอนและสร้างความเชื่อรวมไปค่านิยมผิดๆ ที่บอกว่าคนเราจะถือว่าประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อได้อยู่กับทรัพยากรที่มีจำนวนมากๆ มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีรถคันใหญ่ๆ มีที่ดินเยอะๆ เงินเยอะๆ ตำแหน่งสูงๆ ซึ่งถือว่าเป็นการสอนให้เชื่อในสิ่งที่ผิดต่อโลก และเพื่อนมนุษย์ เพราะมันทำให้เกิดการแก่งแย่งแข่งขันและเบียดเบียนกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราจะต้องอยู่และใช้ให้มันน้อยลง ยิ่งน้อยลงเท่าไรก็ยิ่งเท่ากับว่ามันจะมีเหลือให้กับคนอื่นๆ มีเหลือให้กับโลก แบ่งให้กับลูกหลานต่อไป

                 เราไม่สามารถหลีกหนีความจริงที่ว่าทรัพยากรต่างๆ ในโลกนับวันก็ยิ่งเหลือน้อยลง ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวหรือเตรียมการวางแผนรับมือเพื่อจะมีชีวิตอยู่ให้ได้ ไม่ใช่ว่ามีน้อยแล้วจะอยู่ไม่ได้ ทำไม่ได้ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ อยู่ให้เป็น ยกตัวอย่างเช่น เรามีที่ 10 ไร่ ก็ให้ลองทำแค่ 1 ตารางวา ดูเสียก่อน เพราะมันจะทำให้คุณได้รับประสบการณ์และความรู้ที่เป็นแบบฉบับของคุณเอง พื้นที่เท่านี้ เวลาเท่านี้ ได้ผลตอบแทนเท่านี้ หักทุนเท่านี้ เหลือเท่านี้ คุณยอมรับได้หรือไม่ ทีนี้ลองคิดดูว่าถ้าขยายพื้นที่เป็น 2 ตารางวา 3 ตารางวา จะมีผลอย่างไร รายได้หรือผลตอบแทน รวมไปถึงเวลาที่ใช้ คุณจะสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง จากประสบการณ์และความรู้ที่ได้ทดลองทำมา และสิ่งที่คุณจะได้ฝึกกระบวนการคิดก็คือ เมื่อทรัพยากรคุณมีอยู่เท่านี้ จะวางแผน ทดลอง ลงมือทำอย่างไรให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่างเช่น คุณปลูกผักต่างๆ ในพื้นที่ 1 ตารางวา สมมติถ้าฝนตกมาไม่แรงมากรากผักบุ้งก็จะเอาน้ำมาใช้ได้ แต่ถ้าฝนตกแรงน้ำมันก็ไหลลงดินลึกไปอีกรากต้นพริกก็เอาน้ำมาใช้ได้ ถ้ายิ่งตกแรงแล้วน้ำไหลลึกลงไปอีกรากต้นย่านางก็เอาน้ำมาใช้ได้ เพราะน้ำทุกหยดที่อยู่ในพื้นที่ 1 ตารางวานี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมดเลย แสงแดดก็เช่นเดียวกัน พืชแต่ละชนิดก็สามารถบังร่มเงาแสงแดดเกื้อหนุนให้แก่กัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในปัจจัยเรื่องความต้องการ หากจะจัดสรรให้อยู่ในพื้นที่เกี่ยวกัน ต้องจัดอย่างไม่ให้เกิดการเบียดเบียนกัน เราต้องเข้าใจพืชชนิดนั้นๆ ก่อนว่าต้องการน้ำ แสงแดด ดิน ฯลฯ เพื่อที่จะสามารถจัดวางตำแหน่งได้อย่างเหมาะสม คนทำจะเกิดองค์ความรู้ที่ผ่านการศึกษาค้นคว้าจากธรรมชาติอย่างแท้จริง แต่สมมติว่าถ้าเจ๊งหรือเสียหาย มันก็เจ๊งแค่ 1 ตารางวา คราวนี้ก็ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าผิดพลาดอะไรตรงไหนไปอย่างไร เปรียบเสมือนการลองผิดลองถูกก่อนนั่นเอง แต่ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพที่สุดในการเริ่มต้นเรื่องต่างๆ ทั้งหมด

                เกษตรปราณีตไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว เพราะความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ขอให้คิดออกจากกรอบเดิมๆ มีความหลากหลาย ประยุกต์ได้หลายรูปแบบ แต่ต้องเป็นไปอย่างเกื้อกูลและสมดุล พยายามใช้ที่ดินให้เต็มประสิทธิภาพ โดยมีความต้องการของเจ้าของที่ดินเป็นตัวกำหนด รวมทั้งต้องปรับแนวคิดให้พึ่งพาตนเองและธรรมชาติให้มากที่สุด สำหรับแปลงเกษตร 1 ไร่ของพ่อคำเดื่อง ถูกใช้งานจริงเพียงแค่ 2 งานครึ่ง ปัจจุบันยังคงทดลองเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยทำเป็นลักษณะหลุมเพาะปลูกไปเป็นแถว มีการปลูกพืชหลายชนิดผสมผสานกันในหลุมเพาะปลูก โดยจะปลูกให้เหลื่อมเวลากัน ในพื้นหลุมปลูกพืชที่ไม่ต้องการแสงมาก ชอบที่ทึบอย่างพวกกุยช่าย ข่า ผักบุ้ง พริก ในหลุมผักแต่ละแถวจะปลูกตะเคียนทอง มะฮอกกานี สัก ยางนา ประดู่ สลับกันไป ไม้พวกนี้เป็นไม้ยืนต้นกว่าจะโตจนตัดใช้งานได้ก็ใช้เวลา 10-20 ปีบ้าง 30-40 ปี ด้านข้างสามารถปลูกมะละกอ ปลูกไม้อื่นแทรก เช่น เพกา แดง น้อยหน่า หรือล้อมด้วยไม้ประดับก็ได้ แต่หากทึบมากก็แต่งกิ่งให้มีแสงผ่านได้ รดน้ำทีเดียวได้ประโยชน์ 2 ทาง พวกผักสามารถช่วยอุ้มน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ดินได้ ประหยัดน้ำ ประหยัดแรงงาน นอกจากนี้พื้นที่ด้านข้างที่ว่างอยู่สามารถทำเป็นโรงเห็ด บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เราสามารถออกแบบให้ 1 ปีมีงานทำทุกวันก็ยังได้ เครือข่ายของพ่อคำเดื่องบางคนเริ่มจากขุดบ่อ 2 บ่อเพื่อเลี้ยงปลากับกบแยกกัน ต่อมาก็ยกพื้นสูงเพื่อเลี้ยงหมู ต่อไปก็เลี้ยงไก่บนที่เลี้ยงหมู บนจั่วก็เอาเห็ดขึ้นไปเพาะ คิดให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาในวิถีเกษตรด้วย คนเราพอสามารถออกจากกรอบ ก็สามารถต่อยอดคิดออกมาได้อีกหลายแบบ ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า ปราณีต ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ และพื้นที่ในการลงมือทำของแต่ละคน เพียงแต่มันมีโจทย์ร่วมกันอยู่ว่า ใครจะทำให้มันเกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ประหยัดต้นทุนมากที่สุด ยั่งยืนที่สุด และได้กินเร็วที่สุดนั่นเอง

                 ที่ผ่านมาเราทำการเกษตรแบบหยาบๆ ขาดความปราณีต มีพื้นที่เยอะ อยากปลูกอะไรก็ปลูก อยากทำอะไรก็ทำ จนลืมนึกถึงคุณค่าของพื้นที่ แต่ถ้าลองมองย้อนกลับมาหากว่ามีพื้นที่เพียง 1 ตารางวา 1 งาน หรือ 1 ไร่ จะทำกินหรือจะอยู่อย่างไร ต้องปลูกพืชอะไรเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยพืชจากพื้นที่แค่นี้ และเมื่อทำพื้นที่เล็กๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็สามารถขยายเพิ่มได้ตามกำลังของเราได้ไม่ยาก เพราะเรารู้ปัญหาหมดแล้ว รู้วิธีจัดการพื้นที่แล้วนั่นเอง

                เพราะในโลกอนาคตจะมีความผันผวนเกิดวิกฤตขึ้น คำว่าเงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง จะเริ่มเด่นชัดมากขึ้น ระบบอุตสาหกรรมจะล่มสลาย เมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่คนที่รับจ้างทำงานแลกเงิน แต่จะเป็นคนที่สามารถผลิตอาหารได้ มีปัจจัยที่สำคัญอย่างที่ดิน และในอนาคตจะมีคนจนมากขึ้น โดยเฉพาะคนจนเมือง พอทรัพยากรธรรมชาติหมด ระบบอุตสาหกรรมก็อยู่ไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นคนก็จะกลับคืนสู่ท้องถิ่น ซึ่งออกมาจะซื้อที่ดิน 10-100 ไร่ คงจะเป็นไปได้ยาก แต่ที่ดิน 1 ไร่คงไม่ยากสำหรับคนทั่วไป การจัดการต่างๆ มันก็จะเล็กลงมาหมด เพราะเกษตรปราณีตเป็นหลักการง่ายๆ ในการจัดการในพื้นที่จำกัดนั่นเอง

                และนี่คือ “เกษตรปราณีต” นวัตกรรมชุมชนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน ของนายคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนบ้านแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแนวคิดนี้ มิได้ถูกจำกัดเพียงแค่การทำเกษตรกรรมเท่านั้น หากแต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหลักการหรือแนวคิดให้แก่ทุกสาขาอาชีพได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมชุมชนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชนอย่างแท้จริง ที่สามารถทำให้เกิดแนวคิดหรือกระบวนการคิดด้านบวกเชิงสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสรรสร้างโลกใบใหม่ให้มึความน่าอยู่ยิ่งขึ้น มุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชนตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เลือกผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างความผูกพันกับธรรมชาติ และมีการดำรงชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนเองและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ย่อมก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป

กลุ่มงานสิ่งแวดล้อมชุมชน

สำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ

โทรศัพท์ / โทรสาร : 02 265 6570

Leave a Reply