นวัตกรรมชุมชน : บัญชีครัวเรือน (นายเลี่ยม บุตรจันทา)

บัญชีครัวเรือน นวัตกรรมชุมชน เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน

นายเลี่ยม บุตรจันทา ผู้เห็นการทำบัญชีคือหัวใจของการดำเนินชีวิต

ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนบ้านนาอีสาน จังหวัดฉะเชิงเทรา

         ในปัจจุบัน ภาพของคนไทยที่หลงเพลินไปกับกระแสวัตถุนิยม ความฟุ่มเฟือย และฟุ้งเฟ้อ มีให้เห็นกันทั่วไปอย่างชินตา ความมั่งมี และระดับฐานะ ถูกนำมายกระดับและเชิดหน้าชูตาให้แก่บุคคลต่างๆ ในสังคม จนพลอยทำให้คนไทยมีความเชื่อที่ผิดๆ หลงตามกระแสนิยมจนกลายเป็นปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น

          หลายคนสามารถเอาชนะความเชื่อ ค่านิยมดังกล่าว และเอาชนะกระแสสังคมในยุคปัจจุบัน ที่อาศัยการดำเนินชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐฏิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงชี้แนวทางและทิศทางในการดำเนินชีวิตให้แก่ปวงชนชาวไทย ให้มองเห็นถึงความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง รู้จักความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ คำนึงถึงหลักเหตุผลและการประมาณตนเอง พร้อมกับทรงเตือนสติประชาชนคนไทยอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินอันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต

          การทำบัญชีครัวเรือน จึงถือเป็นเครื่องมือและกลไกหนึ่งที่เข้ามามีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัยหลักการง่ายๆ แค่จดบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวันว่า มีรายรับจากแหล่งใดบ้าง จำนวนเท่าใด มีรายจ่ายอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด ในแต่ละวัน สัปดาห์ เดือน และ ปี เพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่าตนเองและครอบครัวทีรายรับเท่าใด รายจ่ายเท่าใด คงเหลือเท่าใด หรือ เงินไม่พอใช้เท่าใด คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ และสำรวจว่ารายการใดจ่ายน้อยจ่ายมาก จำเป็นน้อยจำเป็นมาก จำเป็นน้อยอาจลดลง จ่ายเฉพาะที่จำเป็นมาก เช่น ซื้อกับข้าว ซื้อยา ซื้อเสื้อผ้า ซ่อมแซมบ้าน การศึกษา เป็นต้น

          ส่วนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นให้ลด ละ เลิก เช่น ซื้อบุหรี่ ซื้อเหล้า เล่นการพนัน เป็นต้น เมื่อนำรายรับ รายจ่าย มาบวกลบกันแล้วขาดดุลเกินดุลไปเท่าใด เมื่อเห็นตัวเลขจะทำให้เราคิดได้ว่าสิ่งไม่จำเป็นนั้นมีมากหรือน้อยสามารถลดได้หรือไม่ เลิกได้ไหม ถ้าไม่ลดไม่เลิกจะเกิดอะไรกับตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศ หากเราวางแผนการรับการจ่ายเงินของตนเองได้ เท่ากับว่ารู้จักความเป็นคนได้พัฒนาตนเอง ให้เป็นคนมีเหตุมีผล เป็นคนรู้จักพอประมาณ เป็นคนรักตนเอง รักครอบครัว รักชุมชน และรักประเทศชาติมากขึ้น

          นายเลี่ยม บุตรจันทา หรือพ่อเลี่ยม ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนบ้านนาอีสาน จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ที่ครั้งหนึ่งชีวิตเคยติดกับดักค่านิยมและความเชื่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบผิดๆ จนทำให้ตนเองเป็นหนี้เป็นสิน แถมยังเป็นหนี้ที่เกิดจากเพราะอบายมุขต่างๆ อาทิ ดื่มสุรา เล่นการพนัน โดนยายตุ๋ยผู้เป็นภรรยาด่าทุกวัน เพอถูกด่าด่าก็หนีไปกินเหล้า เล่นการพนัน จนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเอาชีวิตของพ่อเลี่ยม มาตีแผ่เป็นโฆษณาที่ดังจนเกิดกลายเป็นวลีฮิตติดปากกันทั่วบ้านทั่วเมือง “จน เครียด กินเหล้า” จากโฆษณาชุด “เลิกเหล้า เลิกจน เริ่มต้นเข้าพรรษานี้” (พ.ศ. 2549) นั่นเอง

            พ่อเลี่ยมเล่าว่า แต่เดิมผมเป็นคนอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ภรรยาชื่อนางสมบูรณ์ หรือยายตุ๋ย มีลูกชาย 2 คน แต่เดิมมีอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ทำแล้วไม่พอกับหนี้สินธรรมดามีหนี้เพราะการประกอบอาชีพอย่างเดียวก็พอทน แต่หนี้ที่เกิดขึ้นเพราะอบายมุข ทั้งสิ้น ทั้งกินเหล้า เล่นหวย เล่นโป สารพัด โดนยายตุ๋ยด่าทุกวัน เมียด่าก็กินเหล้า สุขภาพแย่ เมียด่ามาก ๆ เข้าก็ขายที่ใช้หนี้ ก็เลยอพยพมาที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2530 ทีแรกก็ไปถางป่า ปลูกข้าว ปลูกผัก ทำอยู่ 1 – 2 ปี ติดเขตเขาฉกรรจ์ ต่อมาได้รับคัดเลือกเข้ามาทำกินในที่ ส.ป.ก. เมื่อปี 2534 โดยทำอาชีพทำไร่ เห็นพี่น้องปลูกข้าวโพด ก็เลยทดลองปลูกบ้าง ปลูกไปไม่นานก็ขาดทุนเหมือนเดิม ปัญหาหนี้สินก็ตามมา ไปกู้เถ้าแก่มาลงทุน เมื่อปี 35 เป็นหนี้ ธกส. เพราะดอกเบี้ยต่ำ ปีแรกไปกู้ ธกส. มาใช้หนี้เถ้าแก่ พอถึงเวลาทำไร่ก็ยืมเงินเถ้าแก่มาลงทุน ทำอย่างนี้อยู่หลายปีวนไปมา ตั้งแต่ปี 35 – 39 ชีวิตมีแต่เรื่องเมา ทะเลาะกับครอบครัว สุดท้ายได้ไปเรียนรู้ข้างนอก มีคนไปชวนให้เข้าอบรมกับ ตชด. ซึ่งอยากไปอบรมมาก เพราะคิดว่าถ้าได้ไปอบรมจะห่างเมียและมีเหล้ากินนอกบ้าน แต่พอถึงวันที่ไปอบรม ได้แนวคิดจากผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งเป็นวิทยากร ผู้ใหญ่ได้เล่าประสบการณ์ พร้อมแนวคิดเชิงดูถูกว่าเกษตรกรไม่รู้จักตนเอง ทำให้เราถึงกับเถียงในใจว่า ทำไมจะไม่รู้จักตนเอง ก็เราคือนายเลี่ยม บุตรจันทา 3 วันเมา 4 วันเมาให้เมียด่า แต่ผู้ใหญ่วิบูลย์บอกว่า การที่จะรู้จักตนเองได้นั้นต้องใช้เครื่องมือ นั่นก็คือต้องทำบัญชีครัวเรือน นั่นเอง

          บัญชีครัวเรือน มิได้หมายถึง การทำบัญชีหรือบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวันเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง การบันทึกข้อมูลด้านอื่นๆ ในชีวิต ในครอบครัวของเราได้ด้วย เช่น บัญชีทรัพย์สิน พันธุ์พืช พันธุ์ไม้ ในบ้านเราในชุมชนเรา บัญชีความรู้ความคิดของเรา บัญชีผู้ทรงคุณ ผู้รู้ในชุมชนเรา บัญชีเด็กและเยาชนของเรา บัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ ของเรา เป็นต้น หมายความว่า สิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเรา เราจดบันทึกได้ทุกเรื่อง หากประชาชนทุกคนจดบันทึกจะมีประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ ครอบครัวเรียนรู้ ชุมชนเรียนรู้ และประเทศเรียนรู้

          สุดท้ายที่ตั้งใจจะไปอบรมเพราะอยากหนีเมียไปกินเหล้า กลับหลายเป็นว่างดเหล้า 2 – 3 วัน เมื่อเลิกสัมมนากลับมาบ้านเริ่มมีไฟในตัวเอง ก็เริ่มทำบัญชี ขอสมุดจากลูกชายมาตีแบบบัญชีเอง เกือบจะไม่ได้ทำต่อแล้ว เพราะถามลูกชายว่าแม่ให้เงินไปโรงเรียนใช้จ่ายอะไรบ้าง และถามยายตุ๋ยเมียรักว่าใช้จ่ายอะไร แต่ก็โดนยายตุ๋ยด่าหาว่าไม่ไว้ใจ ก็ถามค่าใช้จ่ายยายตุ๋ยอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ยายตุ๋ยก็ด่าทุกวัน พอหลังจากนั้นเมียด่าอยู่สักอาทิตย์ ในที่สุดก็เลิกด่า เพราะถามทุกวันและลงบัญชีทุกวัน พอต้นปี 39 ได้สรุปบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และก็เรียกยายตุ๋ย พร้อมลูกชายทั้ง 2 มานั่งคุยกัน พอยายตุ๋ยเห็นบัญชีหันมาบอกเลยว่า ถ้าแกเลิกเหล้าได้ก็จะมีเงินถึง 40,000 กว่าบาทใช้หนี้ ธกส. พอหันมาอ่านบัญชีของแม่บ้าน แม่บ้านก็ด่าอีก บอกว่าสิ่งที่เขาซื้อไป 20,000 บาทนั้นใช้ในครอบครัวซึ่งดีกว่าที่พ่อเลี่ยมหมดไปกับการกินเหล้า แทงหวย มวยตู้ เล่นโป สุดท้ายยายตุ๋ยก็ถามว่า จะอยู่กับเมียก็ให้เลิกอบายมุข หรือถ้าจะเลือกอบายมุขต้องก็เลิกกับเมีย ตอนนั้นชีวิตไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร จะเลิกอบายมุขก็เสียดาย จะเลิกกับเมียก็ไม่ได้ ก็ลองหันไปเห็นลูกชาย 2 คน ถามลูกว่าเลือกใครระหว่างพ่อ กับแม่ ลูกชายทั้ง 2 ตอบเหมือนกันว่าเลือกแม่ เมื่อได้ยินคำตอบของลูกชายทั้ง 2 ก็เริ่มทบทวนตัวเองว่าทำไมลูกถึงเลือกอยู่กับแม่และ ชีวิตทำไมมันเศร้าอย่างนี้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจที่จะเลิกอบายมุข เสร็จแล้วก็กลับมาดูรายจ่ายของเมีย เห็นว่ารายจ่ายของเมียหมดไปกับค่าพืชผักสวนครัว จึงตัดสินใจปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก

          และความสุขก็ได้บังเกิดกับครอบครัว คือ ที่ได้ร่วมกันรดน้ำต้นไม้ ถอนหญ้าร่วมกัน ทำให้นึกถึงความสุขของวันเก่าๆ ที่ได้ร่วมกันมา จึงตั้งชื่อสวนของเราว่า สวนออนซอน แปลว่าสวนที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความรักที่เราได้เริ่มต้นกันมานึกถึงอดีตที่เราเริ่มจีบยายตุ๋ยเดินบนคันนาร่วมกัน พอผมเหนื่อยจากการถางหญ้าเราก็มานั่งหยอกล้อกันในสวนของเรา เวลาเมื่อยก็มานั่งทบทวนนึกถึงคำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง ในสวนผมจะปลูกไม้ผล มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟัก แฟง แตงโม พอออกลูกพ่อเลี่ยมก็จะไชโยโห่ฮิ้ว หลังจากที่ทำสวน ก็มีคำถามว่าทำแล้วจะขายได้ที่ไหน ปลูกแล้วเราจะไม่ขาย เราจะกินในครอบครัวให้พอ เหลือแล้วจึงนำไปขาย จะขายในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ผมทำอยู่เพียง 6 ปี เท่านั้น ก็สามารถใช้หนี้ได้จนหมด นอกจากนั้นในสวนของผมปลูกต้นไม้กว่า 300 ชนิด แต่ละชนิดที่ปลูกผมรู้จักหมดทุกต้น เพราะผมลงมือปลูกเอง และแต่ละชนิดสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกต้น การปลูกต้นไม้ควรจะมี ระดับ คือไม้เตียน ไม้ผล ไม้กินดอก ไม้หน้าดิน ไม้ใต้ดิน ได้แก่ มันบางอย่าง กลอย ทุกคนที่มาเที่ยวสวนออนซอนรับรองไม่อด มีมันให้กินตลอดแน่นอน

          พ่อเลี่ยมยังกล่าวเสริมต่อว่า การจัดทำบัญชีครัวเรือน สามารถบอกอะไรเราได้หลายๆ อย่าง อาทิ ที่ผ่านมาเราทำอะไร ดูได้จากบัญชี เช่นไปซื้อของที่ไหน เมื่อไหร่ พอเห็นบัญชีก็เห็นภาพขึ้นมา จะทำอะไรบ้าง ก็ดูได้จากบัญชีว่าเราควรจะทำอะไรเพิ่มเติม เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ทำให้คนมีระเบียบวินัยในการใช้สอย ทำให้มีสมาธิ เพราะทุกเย็นเราต้องนั่งนึกแล้วว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง จึงเกิดสมาธิขึ้น ซึ่งลูกผมเรียนทั้ง 2 คน ผมทำนา 4 ไร่ แต่ไม่ต้องกู้เงินรัฐบาลเรียน เพราะบัญชีทำให้ลูกไม่โกหก การเรียนในบัญชีจะบอกว่าลูกใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ค่าเทอม ค่าการศึกษา บัญชีทำให้ลูกผมเลิกกินน้ำอัดลม ทำให้นำมาอภิปรายกันในครอบครัวว่าลูกเลิกกินน้ำอัดลมได้ไหม ลูกจะมีรายได้ปีละ 2,000 กว่าบาทถ้าเลิกกินน้ำอัดลมได้ ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าบัญชีสำคัญที่สุด มีประโยชน์มาก บัญชีไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเราลงบัญชีไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง การวิเคราะห์ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ประโยชน์ของบัญชี ทำให้เราต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นเป็นสิ่งจำเป็น หรือเป็นความต้องการ ก็สรุปได้ว่าร้อยละ 75 จะมีแต่ความต้องการ ซึ่งความจำเป็นจริงๆ จะมีน้อยมาก

         

           บัญชีจะบ่งบอกว่าอะไรคือปัญหา ปัญหาคือการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น บัญชีจะเป็นตัวกำกับข้อมูลสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นปัญหา บัญชีเป็นภูมิคุ้มกันใครทำได้ต่อเนื่องเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี ที่สุด ถ้าไม่ทำไม่รู้ปัญหา บัญชีถ้าดูดีๆ จะบอกปัญหา กินเหล้า สูบบุหรี่ ตัวเลขจะบ่งบอก ทำให้เราคิดว่าทำไมฟุ่มเฟือยกับสิ่งเหล่านี้ เลิกได้ไหม นอกจากนั้นบัญชียังมีความสำคัญกับ เรื่องข้าว อาหาร ยารักษาโรค ของใช้ในครัวเรือน ดูแลเรื่องดินได้โดยการทำปุ๋ยคอก ใครทำบัญชีได้ชีวิตก็จะดี บัญชีจะบอกว่าเราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร สิ่งสำคัญคือตัวที่เป็นปัญหา เราต้องพึ่งพาคนอื่นตลอด

           ผมได้วางแผนชีวิตไว้ 3 ช่วง คือ ปัจจุบัน อนาคต และก่อนตาย ทำในสิ่งที่ไม่เบียดเบียนตัวเองและธรรมชาติ ดำเนินชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นสิ่งทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เป็นคำตอบที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างให้หมดไป และผมจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้แก่ลูกหลาน และคนในสังคมต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ

           การเรียนรู้เป็นที่มาของปัญญา ปัญญาเป็นที่มาของความเจริญทั้งกาย สังคม ใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์จะเห็นว่า การทำบัญชี หรือการจดบันทึกนี้สำคัญยิ่งใหญ่มาก การบันทึก คือ การเขียน เมื่อมีการเขียนย่อมมีการคิด เมื่อมีการคิดย่อมก่อปัญญา แก้ไขปัญหาได้โดยใช้เหตุผลวิเคราะห์พิจารณาได้ถูกต้อง นั่นคือ ทางเจริญของมนุษย์ ดังนั้น การทำบัญชีครัวเรือนในเรื่องรายรับรายจ่าย ก็คือวิถีแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิต ตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะหลักปรัชญาเศรษฐกิจของพอเพียง คือ ปรัชญาชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม พอดี สอดคล้องถูกต้องตามกฎธรรมชาติที่มีทั้งความเป็นเอกภาพและดุลยภาพนั่นเอง

 

กลุ่มงานสิ่งแวดล้อมชุมชน

สำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ

โทรศัพท์ / โทรสาร : 02 265 6570

Leave a Reply